รองแม่ทัพแถลง ไม่รื้อ “อาคารพระตำหนัก”  ด้าน “อาจารย์ชื่อดัง” บุกเดี่ยว ยื่น สตง.  ปปช. ตรวจสอบ

 

 

 

คืบหน้า การก่อสร้างอาคารพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ล่าสุด  รองแม่ทัพภาคที่ 3 ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข้อเท็จจริง  สรุป “ไม่รื้อ”  สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัยรับช่วงต่อ ใช้งบประมาณของจังหวัดพิษณุโลก  ด้าน “อาจารย์ชื่อดัง” นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ชื่อดัง บุกเดี่ยว ยื่น  สตง.  ปปช. ตรวจสอบ

 

 

 

หลังจากมีกระแสคัดค้าน การก่อสร้างอาคารพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในพระราชวังจันทน์ ว่ามีความไม่เหมาะสม บดบังศาลสมเด็จ ฯ หลังเดิม  อีกทั้งการก่อสร้างยังหยุดชะงักไม่มีการดำเนินการใด ๆ ต่อมาเป็นเวลานานหลายเดือน    ล่าสุด กองทัพภาคที่ 3  โดยพลตรี  สุภโชค  ธวัชพีระชัย  รองแม่ทัพภาคที่ 3  พร้อมด้วย นายไพบูลย์  ณะบุตรจอม  รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกันชี้แจง การก่อสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561  ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3  ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  

 

 

ทั้งนี้ ข้อสรุปจากการแถลงข่าว   มีทิศทางว่าจะยังไม่มีการรื้อ อาคารที่ก่อสร้างขึ้นมาใหม่  ซึ่งในส่วนของกองทัพภาคที่ 3 ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างหลักของอาคาร โดยทหารช่าง  ใช้งบที่ได้รับจากการบริจาค  ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ส่วนที่เหลือคือ งานประดับตกแต่งอาคารพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ที่จะใช้งบประมาณ โครงการพัฒนาศักยภาพท่องเที่ยวและบริการแบบบูรณาการ  เป็นการดำเนินการของจังหวัดพิษณุโลก โดยกรมศิลปากร (สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย)

 

 

ขณะที่ นายขวัญทอง  สอนศิริ หรือ อาจารย์โจ้  นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลกได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็น ในทิศทางที่คัดค้านเรื่องการก่อสร้างนี้มาโดยตลอด  และได้มีการยื่นเรื่องต่อ สตง. และ ปปช. ให้เข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา 

 

 

 

อาจารย์โจ้ ยังได้แสดงความคิดเห็นต่อผู้ที่เข้ามาซักถามในเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยว่า หากมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้าง ก็ต้องช่วยกัน สำแดงข้อเท็จจริง ให้มากๆ  ทั้งยังได้กล่าวอีกว่า  อำนาจสั่งระงับ สั่งรื้อ อยู่ที่กรมศิลปากร และ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ว่าจะทบทวน เงินยุทธศาสตร์จังหวัด 43 ล้านใน เรื่องนี้หรือไม่  หรือ ท่านจะเดินต่อ  

 

 

โดยประชาชนที่ไม่เห็นด้วย สามารถร่วมแสดง ความเห็น คัดค้าน ยื่นเรื่องได้โดยตรงกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ผ่านศูนย์ดำรงธรรม เพื่อให้จังหวัดพิจารณาทบทวน งบยุทธศาสตร์ ในการก่อสร้างในช่วงที่ 2 และ ยื่นเรื่องโดยตรง แสดงเจตนารมณ์ คัดค้าน กับ อธิบดีกรมศิลปากร  เพื่อให้ กรมศิลปากร ใช้ อำนาจ ตาม มาตรา 7 ทวิ ( สั่งระงับ และรื้อ ) ตามที่กฎหมายบัญญัติ ไว้ใน พ.ร.บ. โบราณสถาน 2504 และเป็นไปตาม ภาระหน้าที่ของกรมศิลปากร ตามกฎกระทรวง ว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการ กระทรวงวัฒนธรรม 2554 ข้อ 1,2  เพราะ สร้างทับ กำแพงวังชันใน ที่ประกาศขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถาน เมื่อ 2537 อย่างชัดเจน อันเป็นการละเมิด พ.ร.บ. โบราณสถาน หากกรมศิลปากร รับช่วงมาดำเนินการสร้างต่อ อาจสุ่มเสี่ยงต่อ การใช้ดุลยพินิจอำนาจไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของกฎหมาย ( พ.ร.บ. โบราณสถาน ) และภารกิจหน้าที ตามกฎกระทรวง ได้  

 

 

 

เพราะมีกรณีเทียบเคียง จาก คำตัดสินของศาลปกครองกลาง กรณี การใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ของอธิบดีกรมศิลปากร ในการอนุญาตให้สร้างอาคารสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร สร้างบนที่ดินราชพัสดุ ซึ่งมีซากกำแพงโบราณอยู่ใต้ดิน เป็นการใช้ดุลยพินิจอำนาจที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา เป็น กรณีเทียบเคียงกับ การใช้ดุลยพินิจอำนาจ ในกรณีพระราชวังจันทน์ เช่นกัน

 

 

ซึ่ง อาจารย์โจ้ ได้ย้ำว่า ตนเองได้เปิดข้อมูล ข้อเท็จจริง ตรงประเด็นมาโดยตลอด ด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับ กลุ่มใดๆ  หรือ ค้านแบบมีเงื่อนไข  ชัดเจน ครบทุกประเด็น ในฐานะคนพิษณุโลก  พร้อมทั้งยังได้เรียกร้องให้ทางกองทัพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำหนังสือ ที่กรมศิลปากร อนุญาตให้ก่อสร้างได้ มาแสดงต่อพี่น้องประชาชน ด้วย