ติดตาม “ประเทศไทย ไทรย้อย” EP.1 คลิกที่ภาพ

จากลานกระดูก  เราต้องวกกลับมาอีกทาง  เพื่อจะเข้าไปชม ถ้ำใหญ่ หรือ ถ้ำผาหลวง  ตรงจุดนี้ทางเดินขึ้นไม่ลำบากมากนัก  แต่ต้องเดินขึ้นเนินค่อนข้างสูง  น้องอาท มัคคุเทศก์จำเป็นของเรา แจ้งว่า เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นต้นยางขนาดใหญ่ที่มีผ้าจีวรผูกอยู่ นั่นแสดงว่า ถึงถ้ำใหญ่แล้ว 

เมื่อไปถึงปากทางเข้าถ้ำ  สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้อย่างชัดเจนคือ กลิ่นขี้ค้างคาว ความเข้มข้นของกลิ่นบอกได้ถึงค้างคาวจำนวนมหาศาลที่อาศัยอยู่ในถ้ำนี้  บางคนอึดอัดทนไม่ไหว ก็ต้องพึ่งพาผ้าปิดจมูกกันบ้าง  มองลงไปจะพบพระพุทธรูปประดิษฐาน อยู่ตรงลานกว้างภายในถ้ำ  เราต้องเดินลงไป  ทางเดินค่อนข้างแคบ ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง  ก่อนจะถึงถ้ำใหญ่  จะมีปล่องถ้ำเล็ก ๆ ที่ถูกติดประตูเหล็กเอาไว้  พอเดินผ่านเราจะรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่พุ่งออกมาจากในถ้ำ  (ถ้าแอดมินมาคนเดียว คาดว่าต้องมีวิ่งไปตั้งหลักข้างนอกก่อน)  ระดับความเย็นเหมือนกับเราเปิดตู้เย็นตอนอากาศร้อน ๆ เลยทีเดียว  สอบถามมัคคุเทศก์ของเรา  ได้ความว่า ตรงปล่องถ้ำที่มีความเย็นพวยพุ่งออกมานั้น  ชาวบ้านเรียกกันว่า “ถ้ำแอร์”   เพราะเข้าไปแล้วเย็นสบายเหมือนอยู่ในห้องที่ติดแอร์เลย  ส่วนที่ว่าแล้วทำไมจึงมีประตูเหล็กมาติด ปิดกั้นไม่ให้เราเข้าไปในถ้ำนั้น  ขอสงวนสิทธิ์ไม่ตอบนะคะ

ไปกันต่อที่ถ้ำใหญ่  หรือ ถ้ำพญา หรือถ้ำผาหลวง   ภายในถ้ำเป็นโถงโล่งขนาดใหญ่มาก  และไม่อับทึบเหมือนที่คิดไว้  น้องอาท  ผู้ที่อุทิศตนเป็นมัคคุเทศก์ให้กับเราในถ้ำนี้  (น้องกุ๋ย ขอสละสิทธิ์เพราะไม่ถูกกับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในถ้ำ)  เล่าว่า  ถ้ำนี้ “หลวงปู่เทียม”  พระสงฆ์รูปที่ธุดงค์มาตามนิมิต  จนพบเขาผาหลวง  และถ้ำใหญ่ ได้เป็นผู้บุกเบิก  ทำทางขึ้นและปรับพื้นที่ภายในถ้ำ  โดยการนำหินเข้ามาเรียงเป็นคันแล้วนำดินเข้ามาถม  จนเป็นลานกว้างไว้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่กลางลานกว้างนั้น  บรรยากาศดูสงบร่มเย็น  สมกับเป็นสถานที่แสวงธรรม   อากาศถ่ายเทดีไม่อับทึบ  เพราะถ้ำนี้มีช่องระบายอากาศดี 

และที่น่าตื่นตาตื่นใจ  เรียกได้ว่าเป็น Unseen แห่งถ้ำใหญ่นี้ก็คือ  ภาพพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่  ที่ถูกแกะสลักไว้กับผนังถ้ำ น้องอาท เล่าว่า   ผู้ที่แกะสลักรูปพระพุทธรูป คือหลวงพ่อใส ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาส อยู่วัดหนองไม้ยางดำ ต.บ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก เป็นผู้แกะสลักเอาไว้เมื่อราวเกือบครึ่งทศวรรษ ที่ผ่านมา 

 

แอดมินแอบคิดในใจว่า ภาพแกะสลักนี้  เป็นยิ่งกว่า Unseen เพราะพระท่านปฏิบัติธรรมในถ้ำแห่งนี้   ดูแล้วในครั้งนั้นไม่น่าจะมี “นั่งร้าน”  หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกใด ๆ ที่จะให้ท่านขึ้นไปแกะสลักพระพุทธรูปนี้ได้   หากท่านไม่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์  ท่านก็ต้องเป็นพระสงฆ์ที่มีความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด  ในการที่จะแกะสลักรูปพระพุทธรูปขนาดใหญ่  บนผนังถ้ำที่เป็นหินให้สวยงาม  น่าประทับใจอย่างที่สุด  พลพรรคขาลุยของแอดมิน ถึงกับบอกว่า เมื่อได้มองพระพักตร์ของหินที่แกะสลักเป็นพระพุทธรูปนี้แล้ว   รับรู้ได้ถึงความเมตตา  อิ่มในธรรม และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  โดยที่ไม่ต้องไปฟังธรรมมะใด ๆ เลย

มีเด็ก ๆ ไทรย้อยฮีโร่  เล่าเรื่องลี้ลับให้ฟังด้วยว่า  เคยมีชาวบ้านเข้าไปในถ้ำ  แล้วไปเจองูใหญ่ขวางทางไม่ให้ออกมา  จนต้องยกมือไหว้บอกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ปกปักษ์รักษาถ้ำ สาบานว่า จะไม่ทำลาย  จะดูแลรักษาถ้ำและเขาผาหลวงไปตลอดชีวิต  งูใหญ่ตัวนั้น  จึงเลื้อยจากไปเปิดทางให้ชาวบ้านคนนั้นกลับออกมาได้ 

ออกจากถ้ำใหญ่  แอดมิน พร้อมด้วยพลพรรคขาลุย  ก็หมดแรงข้าวเหนียวที่กินกันมาเป็นอาหารเช้าพอดี  มัคคุเทศก์ที่น่ารักของเราทั้ง 2คน  นอกจากจะพาเที่ยวแล้ว  ยังอาสาเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับพวกเราด้วย    เราจึงไม่รอช้ามุ่งหน้าไปยังบ้านของผู้ใหญ่นกเล็ก  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12  บ้านคลองซับรัง  ที่จัดอาหารกลางวัน นานาชนิด  ทั้งส้มตำปูปลาร้า  ยำมะม่วง  ผัดกระเพรา  ข้าวเหนียวไก่ย่าง  ขนมจีนน้ำยา  ฯลฯ  ที่แอดมินขอบอกว่า  เป็นมื้อที่จัดหนักมาก  จนแทบอยากจะเปลี่ยนใจไม่ไปต่อเลยทีเดียว 

หลังจากพักจนอาหารย่อยได้ที่แล้ว  คณะของเราก็กลับไปตั้งต้นที่วัดถ้ำผาหลวงต่อ  ช่วงบ่ายของวันนี้  มัคคุเทศก์ ให้เราเตรียมตัวเตรียมใจพบกับความหฤหรรษ์  (ไม่ได้บอกสักนิดว่าเราจะต้องผจญภัยหนักมาก)  เพราะเราจะไปดูความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ  ที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอันมืดมิด  “ถ้ำแผนที่” 

ช่วงบ่ายนี้เรามี ผู้ใหญ่ใจดีมาพาเที่ยวชมถ้ำ  และเล่าเรื่องเพิ่มขึ้น  คือ พี่สกล กันนะราช  รองประธานสภาเทศบาลตำบลไทรย้อย และภรรยา  พี่ภรณ์  รัตนาภรณ์  กันนะราช   ทั้ง 2ท่าน เป็นคนเก่า คนแก่ ที่อยู่  ต.ไทรย้อยมาตั้งแต่เด็ก  พี่ภรณ์เล่าว่า 30ปีก่อน  ก็วิ่งเล่นเข้า ถ้ำนู้น ออก ถ้ำนี้อยู่เสมอ  ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไร  เพราะที่นี่คือ “บ้าน”   การจะเข้าไปดู “ถ้ำแผนที่”  เราได้รับการเตือนว่า  ทางอาจจะลำบากเล็กน้อย  และในถ้ำค่อนข้างมืด  จึงจำเป็นต้องมีไฟฉายนำทาง  แรก ๆ ก็พอมีแสงสว่างจากข้างนอกบ้าง  แต่เพียงแค่ไม่กี่ก้าว  ความมืดก็มาเยือน  มืดแบบ  “มืดตึ๊บ”  มืดสนิท  แม้ว่าจะมีไฟฉายนำทาง  แอดมินก็รู้สึกว่า ยังสว่างไม่พอ  พลพรรคขาลุยบางคนต้องหยิบไอโฟนขึ้นมาเปิดโหมดไฟฉายช่วย  จากที่ทางมัคคุเทศก์บอกว่า อาจจะลำบากเล็กน้อย แอดมินขอ อนุญาตใช้คำว่า  ที่จริงแล้วทางเข้าไปในถ้ำแผนที่ “โคตรลำบาก !!”  มากกว่า  เพราะมีทั้งต้องไต่หิน  ขึ้นเนิน  เกาะหิน  ไต่ลง  ท่ามกลางความมืด แต่พอเข้าไปได้สักอึดใจ  พี่สกล  คนนำทางหัวขบวน  ที่มีไฟฉาย  ก็ชี้ให้พวกเราดู หินงอก  ที่มีความระยิบระยับ   มีแสงสะท้อนออกมาล้อแสงไฟอย่างสวยงาม  ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ  จนลืมความกลัว  ความมืด  และความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้นจนหมด   น่าเสียดายที่ได้ยินว่า  มีหลายคนเคยเข้ามาในถ้ำนี้แล้ว  หักหินงอก หินย้อยเหล่านี้ไป จนทำให้ความสวยงามที่ควรจะอยู่คู่กับถ้ำ  ถูกทำลายอาจจะยังไม่มาก  แต่ก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น 

พอเห็นว่า ดื่มด่ำกับความงามกันได้พอสมควรแล้ว  เราก็ได้รับคำเตือน อีกครั้ง !!  “ข้างหน้า  เป็นทางที่เราจะต้องก้มต่ำกันสักนิดนะครับ”  พี่สกล กล่าว    หลังจากถึงทางก้มต่ำไปแล้ว  ก็มีคำเตือนมาอีก  คราวนี้ทางจะต่ำกว่าเมื่อกี๊  ต้องคลาน !!   ทั้งก้มต่ำ  ทั้งคลานเข่า เราก็หลุดเข้าไปอยู่ในโพรงลักษณะคล้ายโดม  พี่ภรณ์ส่องไฟให้เราดู  พื้นถ้ำที่เป็นแผ่นหินขนาดใหญ่  ถูกกัดเซาะตามธรรมชาติของหินที่อยู่ในถ้ำ  แล้วบอกกับพวกเราว่า  นี่คือ “แผนที่ประเทศไทย” 

เป็นรูปแผนที่ประเทศไทยจริง ๆ ที่ครบสมบูรณ์  ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และด้ามขวานทอง  ที่น่าอัศจรรย์ใจ  เพราะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง  ไม่ได้เกิดจากการกระทำของมนุษย์  (แอดมินแอบคิดเองคนเดียวอีกแล้วว่า หรือถ้ำนี้ อาจจะเคยเป็นถ้ำลับ  ที่เหล่าทหารในสมัยก่อนมาวางแผนการอย่างใดอย่างหนึ่ง  อาจจะเป็นทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก .. มโนล้วน ๆ )

“ถ้ำแผนที่”  คืออีกหนึ่ง Unseen  ของประเทศไทยไทรย้อยจริง ๆ แม้ว่าจะเข้าไปยากสักหน่อย  แต่คุ้มค่าที่ได้ไปพบ  เมื่อพบแล้วก็ “รักเธอ ..ประเทศไทยไทรย้อย”

ออกจากตรงนี้  พวกเราจะต้องไปเผชิญกับรูวัดใจ  เพื่อจะได้ออกไปสู่อีกหนึ่งถ้ำ  ที่ทางทีมงานจะพาเราไป  “ถ้ำรถไฟ”  จะเป็นอย่างไร  โปรดติดตามตอนต่อไป  #เที่ยวไทรย้อย #ลอดถ้ำ #ขึ้นเขา #ดูค้างคาว  กับ “สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มีขนาดใหญ่”   ที่ประเทศไทยไทรย้อย